2020-09-18

อาศัยอยู่ออสเตรเลียโดยไม่มีวีซ่า




อาศัยอยู่ออสเตรเลียโดยไม่มีวีซ่าเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

คนไทยหลายคนจําเป็นต้องเดินทางกลับเมืองไทยเพราะวีซ่าถูกยกเลิกจากการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ทางรัฐบาลออสเตรเลียกําหนด อีกหลายคนถูกยกเลิกวีซ่าโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว บางท่านถูกส่งตัวกลับเพราะรัฐบาลแจ้งจับดําเนินคดีเพราะพํานักอยู่ที่นี่อย่างผิดกฏหมาย บางส่วนยังต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นคราวของเขาที่จะโดนส่งกลับประเทศ ผู้เขียนเชื่อแน่ว่าคนที่อาศัยในประเทศออสเตรเลียโดยไม่มีวีซ่าคงไม่มีความสุขเลยและไม่มีใครต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น

เรื่องที่จะเขียนในวันนี้เป็นเรื่องราวของลูกความของเราที่อยู่ที่นี่โดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกยกเลิกวีซ่านักเรียน มารู้ตัวอีกทีตอนที่ถูกปฏิเสธ Partnerวีซ่าโดยได้รับเหตุผลว่าวีซ่านักเรียนถูกยกเลิก จึงกลายเป็นว่าลูกความของเราอาศัยอยู่ที่นี่อย่างผิดกฏหมายเป็นเวลาหลายปีโดยที่ตัวเองไม่รู้มาก่อน ผู้เขียนตั้งใจจะบอกก่อนว่าถ้าไม่อยากที่จะถูกยกเลิกวีซ่า เราจําเป็นต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบอย่างเคร่งครัด ถ้าไม่รู้เรื่องกฏระเบียบให้เข้าไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซด์ www.border.gov.au

เรื่องมีอยู่ว่าลูกความของเรามาเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลียเพื่อโอกาสความก้าวหน้่าของตัวเองในอนาคต นายเอ (นามสมมุติ) ได้สูญเสียพ่อของเค้าไปในระหว่างที่ตัวเองศึกษาอยู่ที่ออสเตรเลีย ภายหลังจากเดินทางกลับมาจากงานศพของพ่อตัวเอง นายเอ ไม่ได้เข้าเรียนสม่ําเสมออย่างที่เคยเป็นมา แะผลการเรียนของเขาได้แย่ลงตามลําดับ นายเอ ได้ให้เงินสดไว้กับนายบีเพื่อให้จ่ายเป็นค่าเรียนกับทางโรงเรียนสอนภาษา อยู่มาวันนึงทางโรงเรียนได้ส่งจดหมายมาทวงค่าเทอมกับนายเอ ซึ่งนายเอได้จ่ายค่าเรียนทั้งหมดไว้แล้วกับนายบี นายเอจึงติดต่อสอบถามไปยังนายบี เพราะนายเอไม่เก่งภาษาอังกฤษ การติดต่อกับทางโรงเรียนโดยตรงจึงเป็นเรื่องยากลําบาก นายบีได้บอกกับนายเอว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเค้าจะเป็นคนดําเนินการทุกอย่างเอง ซึ่งนายเอไม่รู้เลยว่านายบีได้หลอกนักเรียนมาหลายรายแล้ว โดยจะติดต่อหาที่เรียนให้ และเก็บค่าเรียนไม่ตรงตามกับที่บอกว่า และเบี้ยวค่าเทอมกับทางโรงเรียน

นายเอได้รับจดหมายเตือนจากทางโรงเรียน ทั้งเรื่องค่าเทอม และเรื่องผลการเรียนซึ่งต่ํากว่าระดับเนื่องจากไม่ได้เข้าเรียนตามที่กําหนดไว้ นายบี ได้บอกกับนายเอ ว่าไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเขาจะเป็นคนติดต่ดประสานงานกับทางโรงเรียนเอง โดยหลังจากที่เรียนจบหลักสูตร 36 สัปดาห์ นายบีได้แนะนําให้นายเอ ไปลงเรียนภาษากับอีกโรงเรียนหนึ่งซึ่งอ้างว่าดีกว่าโรงเรียนเดิม

 

นายเอไม่ได้ติดต่อกลับทางโรงเรียนสอนภาษาเดิมเรื่องจดหมายเตือนที่ทางโรงเรียนส่งมาให้เพราะคิดว่านายบีติดต่อจัดการให้ทุกอย่างเพราะนายเอได้จ่ายเงินกับนายบี ทั้งค่าเรียน ค่าวีซ่านักเรียน และเอกสารต่างๆ นายเอไม่รู้เลยว่าทางโรงเรียนสอนภาษาเดิมได้แจ้งต่อหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (DIBP) ทั้งเรื่องการเข้าเรียนของนายเอ และผลการเรียนที่ต่ํากว่าเกณฑ์ นายเอไม่ได้รับจดหมายจาก DIBP แจ้งเรื่องที่จะยกเลิกวีซ่านักเรียนเพราะไม่ได้อัพเดทที่อยู่ใหม่ให้กับทางโรงเรียนเดิม เพราะคิดว่านายบีเป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมด

นายเอไม่สามารถใช้สิทธิร้องอุธรณ์เรื่องการยกเลิกวีซ่านักเรียนได้ โดยปรกติแล้วสามารถยื่นเรื่องได้ภายใน 28 วันหลังจากการตัดสิน แต่เพราะนายเอไม่ได้รับจดหมายจจากทาง DIBP เพราะเปลี่ยนที่อยู่ แต่นายบีไม่ได้แจ้งกับทางโรงเรียนและอัพเดทข้อมูลของวีซ่านักเรียน นายเอยังคงเรียนภาษากับที่โรงเรียนแห่งใหม่ โดยที่โรงเรียนแห่งใหม่ก็ไม่ได้ตรวจสอบเลยว่าวีซ่านักเรียนของนายเอถูกยกเลิกแล้ว นายเอมาทราบทีหลังว่าวีซ่านักเรียนถูกยกเลิกตอนที่ใบสมัครวีซ่า Partner ถูกยกเลิกโดยให้เหตุผลว่าวีซ่านักเรียนได้ถูกยกเลิกไปก่อนที่จะสมัครแล้ว ซี่งแปลว่านายเออาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียอย่างผิดกฏหมาย

โชคดีที่นายเอทํางานพาร์ทไทม์ช่วงที่เรียนภาษาและจ่ายภาษีตลอดระยะเวลาที่วีซ่านักเรียนถูกยกเลิก และได้รับใบประกาศนียบัตรหลักสูตรภาษาอังกฤษจากทางโรงเรียนแห่งใหม่ ซึ่งทนายความได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานการแสดงความบริสุทธิ์ใจของนายเอ ที่ไม่ทราบถึงการที่วีซ่าของตนเองถูกยกเลิก ทางทนายไม่สามารถอุธรณ์การยกเลิกวีซ่านักเรียนได้เพราะเลยกําหนดเวลา จึงต้องดําเนินการสมัคร Bridging วีซ่าที่สามารถให้นายเออยู่ที่ออสเตรเลียได้ต่อไปอีก 28 วันก่อนที่หน่วยงานร้องเรียน Administrative Appeal Tribunal (AAT) ต้ดสินว่าจะต้องส่งนายเอกลับประเทศหรือไม่

หลังจากที่ทางทนายความได้รวบรวมหลักฐานจากทางนายเอ, ภรรยาของนายเอ รวมถึงเพื่อนและครอบครัวที่เกี่ยวข้อง ทาง AAT ได้ตัดสินให้นายเอสามารถที่จะยังสมัคร Partner วีซ่าได้ โดยที่ไม่ต้องโดนส่งกลับประเทศ ซึ่งเป็นความโชคดีที่นายเอยังสามารถที่จะอาศัยอยู่ในประเทศนี้กับภรรยาของเขา ซึ่งตอนนี้ทางทนายความได้ส่งเอกสารเพื่อให้ความเชื่อเหลือในการสมัครวีซ่าต่อไป

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า เวลาเราย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนเบอร์ติดต่อ เราจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงเรียน ที่ทํางาน หรือแม้กระทั่ง DIBP ถ้าจะให้ดีก็จะต้องมีเอกสารรับรองว่าได้รับทราบข้อมูลการแก้ไขที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อ อีกอย่างหนึ่งคือ เราจะต้องรับรู้เกี่ยวกับการดําเนินการต่างๆด้วยตัวของเราเองถ้าเป็นไปได้ ถ้าภาษาอังกฤษไม่ดี เราก็สมควรติดต่อเอเจ้นท์ที่เชื่อถือได้ ไม่งั้นเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อีกโดยเราอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทนายความ กับเอเจนท์สามารถที่จะแบ่งเบาภาระเราได้ ถ้าเราเลือกหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เพราะเค้ามีความช่วยชาญเฉพาะด้านที่พวกเราอาจจะไม่มี แต่ทางที่ดีที่สุดคือคอยหมั่นตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง หรือขอความช่วยเหลือจากผู้รู้ เพราะไม่อย่างนั้น นอกจะปวดหัวกับเรื่องวีซ่าแล้ว อาจจะต้องเสียเงินโดยใช่เหตุ

คุณศุภชัย (ก่อ) โอส่าห์กิจ

International Lawyers Co-operative

Manager M 2017-01-23 14:32:45 14158