|
ประเทศออสเตรเลีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เครือรัฐออสเตรเลีย (Commonwealth of Australia)” เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นประเทศในเครือจักรภพอังฟฏษ ออสเตรเลียจัดเป็นประเทศใหม่ แม้จะมีประวัติความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ไม่ยาวนาน ไม่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณที่เป็นรากเหง้าของอารยธรรมโลก แต่ว่าออสเตรเลียก็เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีธรรมชาติสวยงามหลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ขณะที่ผู้คนก็มีน้ำใจและเป็นกันเอง
ประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย
นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่า มนุษย์กลุ่มแรกที่อาศัยในออสเตรเลีย คือ ชาวอะบอริจิน (Aborigines) ซึ่งอพยพจากอินโดนีเซียเมื่อราว ๆ 50,000 ปีที่แล้ว ลักษณะของชาวอะบอริจิน คือ ตัวเล็ก ผิวดำ ผมดำหยิกขอด เมื่อมาถึงออสเตรเลียแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่าง ๆ กระจัดกระจายไปทั่ว แต่ก่อนนั้น ออสเตรเลียเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Terra Australis Incognita” ซึ่งแปลว่า ดินแดนทางใต้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เมื่อตอนที่ชาวยุโรปพบออสเตรเลีย คาดว่ามีชาวอะบอริจินอยู่ราว ๆ 3 แสนคน
การค้นพบออสเตรเลีย เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักเดินเรือชาวสเปนที่ชื่อ ลูอิส วาเอซ เดอ ทอร์เรส (Luis Vaez de Torres) ที่เดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างออสเตรเลียกับปาปัวนิวกินี ซึ่งช่องแคบนี้ตอนหลังได้ชื่อว่า “ช่องแคบทอร์เรส”
ปี ค.ศ. 1770 กัปตัน เจมส์ คุก (James Cook) ชาวอังกฤษ เดินทางมาถึงออสเตรเลีย และขึ้นบกสำรวจออสเตรเลียฝั่งตะวันออกที่อ่าวโบตานี (Botany Bay) และตั้งชื่อดินแดใหม่ที่ค้นพบว่า “นิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)” พร้อมประกาศว่า ดินแดนแถบออสเตรเลียตะวันออก ตกอยู่ในความคุ้มครองของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ของอังกฤษ ซึ่งเมื่อเขานำเรื่องการสำรวจดินแดนที่พบใหม่กลับไปรายงานที่อังกฤษ ออสเตรเลียจึงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาในปี ค.ศ. 1788 กัปตัน อาเธอร์ ฟิลลิป (Arther Phillip) นำกองเรือ 7 ลำ บรรทุกนักโทษจากเกาะอังกฤษมาขึ้นบกที่อ่าวโบตานี ในวันที่ 18 มกราคม และขึ้นบกที่พอร์ตแจ็กสัน (Port Jackson) นับว่าเป็นการตั้งรกรากของคนผิวขาวในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก
โดยในการขึ้นบกครั้งนั้น มีชาวอังกฤษที่เดินทางมาพร้อมกับกองเรือ 1,530 คน เป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมา 736 คน นอกนั้นเป็นทหารและลูกเรือ
ความเป็นอยู่ช่วงแรกของชาวอาณานิคมในออสเตรเลียค่อนข้างลำบาก เพราะออสเตรเลียมีเทือกเขาบลูเมาน์เทนส์เป็นกำแพงในการเดินทางไปทางตะวันตก จนกระทั่งปี ค.ศ. 1813 จึงค้นพบช่องเขาที่จะเดินข้ามได้
ปี ค.ศ. 1814 นักเดินเรือชาวอังกฤษชื่อแมทธิว ฟลินเดอร์ส (Mathew Flinders) ผู้ทำแผนที่ ได้เสนอให้เรียกชื่อประเทศอาณานิคมใหม่นี้ว่า “ออสเตรเลีย”
ต่อมาได้มีการค้นพบทองคำในปี ค.ศ. 1851 ที่รัฐวิกตอเรีย ทำให้ชาวยุโรปหลั่งไหลมาหวังได้โชค แต่พบว่าทองคำไม่มีจำนวนมากมายอย่างที่คาดหวัง มีเพียงไม่กี่คนที่โชคดี และร่ำรวยจากทองคำ ส่วนคนที่พลาดหวังไม่ได้ทอง ก็หันมาเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อดำรงชีพ ออสเตรเลียจึงมีพลเมืองที่เป็นผู้อพยพเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเพียงนักโทษที่อังกฤษพามาปล่อยเกาะเท่านั้น
ประมาณว่าระหว่างปี ค.ศ. 1788 – 1856 มีนักโทษถูกส่งมาอยู่ออสเตรเลียมากถึง 157,000 คน หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของนักโทษที่อังกฤษส่งไปอเมริกา
ปี ค.ศ. 1927 ออสเตรเลียย้ายที่ทำการจากรัฐสภาเมลเบิร์นไปยังแคนเบอร์รา ซึ่งเป็นหลวงของประเทศ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียเติบโตเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ด้วยผลผลิตทางการเกษตรกรรมและการทำปศุสัตว์ และยิ่งเฟื่องฟูเมื่อมีการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นโยบายเหยียดผิวในออสเตรเลียยุติลง ชาวเอเชียอพยพไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียมากขึ้น
เมื่อมีการก่อตั้งสหภาพยุโรปขึ้น ออสเตรเลียผิดหวังที่ถูกกีดกันไม่ให้เป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป เนื่องจากออสเตรเลียไม่ได้ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป ออสเตรเลียจึงหันมาเป็นมิตรกับประเทศที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก
ปัจจุบัน ออสเตรเลียจึงเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแบบผสม เนื่องจากมีพลเมืองหลายเชื้อชาติ เป็นประเทศที่ผสม เนื่องจากมีพลเมืองหลายเชื่อชาติ เป็นประเทศที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมสังคมแบบผสมผสาน และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
ภูมิประเทศและที่ตั้ง
ออสเตรเลียตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไทย อยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีลักษณะประเทศเป็นเกาะ มีพื้นที่ประมาณ 7.7 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เป็นทวีปที่เล็กที่สุด และเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ออสเตรเลียประกอบด้วย 2 เกาะ คือ ออสเตรเลียและแทสเมเนีย
ลักษณะภูมิประเทศของออสเตรเลียแตกต่างกันมาก มีชายฝั่งทะเลที่งดงามชายหาดขาวสะอาด มีป่าคงดิบและป่าชื้นเขตร้อน ที่ยังสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติที่สุดแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่แห้งแล้งด้วย กล่าวคือ พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศเป็นทะเลทราย แต่พื้นที่แถบชายฝั่งบริเวณชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงใต้ ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และรัฐแทสเมเนียจะมีความอุดมสมบูรณ์
ข้อดีของออสเตรเลียอีกอย่างคือ เป็นประเทศที่โดดเดี่ยวมานาน ธรรมชาติของออสเตรเลียจึงถูกทำลายน้อยมาก ธรรมชาติของออสเตรเลียจึงถูกทำลายน้อยมาก ที่นี่จึงยังมีสัตว์ พืชต่าง ๆ หลายชนิด ที่ไม่พบเห็นในทื่อื่น เช่น จิงโจ้ หมีโคอาล่า วอมแบต ดิงโก้ พอสซั่ม ตุ่นปากเป็ด และตัวกินมด
ภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไปจะเป็นแบบเขตร้อนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิต่ำสุดของออสเตรเลียโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แทสเมเนีย ประมาณ 11-12 องศาเซลเซียส ส่วนที่ร้อนที่สุดจะอยู่ที่มณฑลทางตอนเหนือ มีอุณหภูมิประมาณ 34 องศาเซลเซียส
ส่วนฤดูกาลของออสเตรเลีย มีอยู่ด้วยกัน 4 ฤดู คือ
ฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ที่เดือนกันยายน – พฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุด ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัด เรียกว่าอากาศจะกำลังสบาย ดอกไม้บานสะพรั่งทุกแห่ง
ฤดูร้อน อยู่ที่เดือนธันวาคม – พฤษภาคม อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง บางแห่งร้อนจัด และอาจมีไฟป่า ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติร้อยแรงเกิดขึ้น
ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม อากาศเริ่มเย็นลง ตามชายฝั่งทางตอนใต้และเมืองในเขตป่าจะมีฝนตกชุกบางแห่งอาจมีน้ำท่วม
ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม อากาศเย็นจัด มีหิมะตกตามภูเขาสูงทั่วไปจนสามารถเล่นสกีได้
อย่างไรก็ดี ออสเตรเลียจะมีฟ้าใส และแสงแดดแรงตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตามเมืองชายทะเลและเมืองในแถบทะเลทราย
ประชากร
ออสเตรเลียมีประชากรประมาณ 20 ล้านคน มีผู้คนกว่า 140 เชื้อชาติ ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวเชื้อสายยุโรป ส่วนประชากรชาวอะบอริจินเหลืออยู่ประมาณ 230,000 คน นอกนั้นเป็นผู้อพยพชาวเอเชียประมาณ 500,000 คน
และประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรออสเตรเลียเกิดในประเทศอื่น ออสเตรเลียจึงเป็นสังคมหลายชนชาติหลากวัฒนธรรม
ร้อยละ 85 ของประชากรออสเตรเลียอาศัยตามเมืองใหญ่ รัฐที่ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด คือ รัฐสิวเซาท์เวลส์
ชาวออสเตรเลียในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก จนมีสถิติเป็นเจ้าของโทรศัทพ์มือถือและเครื่องโทรสารต่อจำนวนประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์เชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก
การเมืองการปกครอง
ออสเตรเลียมีการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือ ประกอบด้วยรัฐหลายรัฐปกครองตัวเอง โดยมีรัฐบาลกลางตั้งอยู่ที่กรุงแคนเบอร์รา รัฐบาลจัดรูปแบบการปกครองแบบรัฐสภาตามแบบอังกฤษ ส่วนประมุขของประเทศเป็นผู้สำเร็จราชการ (Governor General) ที่รัฐบาลออสเตรเลียเสนอชื่อให้พระมหากษัตริย์ของอังกฤษ คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงแต่งตั้ง ซึ่งผู้สำเร็จราชการไม่มีส่วนในการปกครองบริหารประเทศ หน้าที่ส่วนใหญ่ คือ การเป็นประธานในงานรัฐพิธีต่าง ๆ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น
ระบบการเมืองของออสเตรเลียเป็นแบบรัฐสภาตามอย่างอังกฤษ รัฐสภาประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐสภามีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐบาลที่ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่เลือกมาจากสมาชิกรัฐสภามาทำหน้าที่บริหารประเทศ รัฐสภามีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของนายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร
นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ตามปรกติแล้วพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาจะได้เป็นรัฐบาลออสเตรเลียเป็นแบบพรรคการเมืองผสม ประกอบด้วยพรรค Liberal Party และพรรค National Party
รัฐธรรมนูญที่ใช้ในปัจจุบัน คือ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1900 (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1901)
ประชาชนชาวออสเตรเลียที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ
ระบบกฏหมายของออสเตรเลียเป็นกฏหมายแบบอังกฤษ คือ English Common Law และปัจจุบัน แม้ว่าออสเตรเลียจะไม่ได้เป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษต่อไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นประเทศในเครือจักรภพ (A Commonwealth of British Empire) มีสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งอังกฤษเป็นประมุข ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการมาทำหน้าที่เป็นประมุขแทนพระองค์
ออสเตรเลียมีการปกครองระบบประชาธิปไตย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศ แม้ประชาชนบางกลุ่มจะมีแนวคิดที่แยกตัวออกมาจากอังกฤษมาเป็นสาธารณรัฐตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ แต่ผลการลงมติเรื่องนี้เมื่อปี ค.ศ. 1999 ปรากฏว่า คนออสเตรเลียส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะเป็นประเทศในเครือจักรภพต่อไป
|
การแบ่งเขตการปกครอง
ออสเตรเลีย ประกอบด้วยรัฐใหญ่ 6 รัฐ และเขตการปกครองตนเอง 2 เขต ได้แก่
|
|
รัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales)
เมืองหลวงชื่อ ซิดนีย์ (Sydney) รัฐนี้มีประชากรหนาแน่นที่สุด มีชาวไทยและนักศึกษาไทยมากที่สุด เป็นรัฐที่มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมมากที่สุดในออสเตรเลีย ซิดนีย์เป็นเมืองคึกคัก เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิตชีวา สัญลักษณ์ของเมือง คือ โอเปราเฮาส์ (Opera House) และสะพานข้ามอ่าวซิดนีย์ (Sydney Harbor Bridge)
|
รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)
รัฐนี้เป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 มีบริสเบน (Brisbane) เป็นเมืองหลวง ควีนส์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นรัฐแห่งแสงแดด (Sunshine State) ที่มีปะการังที่ยาวที่สุดในโลกจนได้รับการยกย่องเป็นมรดกของโลกชื่อ” Great Barrier Reefs” มีป่าดงดิบและป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์
|
|
รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia)
มีเมืองหลวงชื่อ อาดิเลด (Adelaide) ครั้งหนึ่งเมืองนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทศกาล เนื้อที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้ง
|
รัฐแทสเมเนีย (Tasmania)
มีเมืองหลวงชื่อโฮบาร์ต (Hobart) เป็นรัฐที่เล็กที่สุด เป็นเกาะตั้งอยู่ห่างจากรัฐวิกตอเรียแผ่นดินใหญ่ประมาณ 240 กิโลเมตร มีอากาศหนาวที่สุด สภาพภูมิประเทศเป็นหุบเขาและที่ราบสูง ทิวทัศน์สวยงามมาก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น สวิตเซอร์แลนด์แห่งออสเตรเลีย ที่นี่เป็นเมืองสงบ ค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนถูก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย (University of Tasmania)
|
|
รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (Western Australia)
มีเมืองหลวงชื่อเพิร์ท (Perth) เป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด อุดมสมบูรณ์ด้วยเหมืองแร่และแร่ทองคำ อาชีพสำคัญของประชากรคือ การทำประมงและทำเหมืองแร่ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเพชรได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก เพิร์ทเป็นเมืองสะอาด สวยงาม และเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุด ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 6 ชั่วโมงครึ่ง มีเวลาแตกต่างจากประเทศไทยเพียง 1 ชั่วโมง
|
รัฐวิกตอเรีย (Victoria)
รัฐนี้ได้รับการขนานนามว่า “Garden State” เนื่องจากมีสวนสาธารณะมากกว่ารัฐอื่น เมืองหลวงคือ “เมลเบิร์น” เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นศูนย์กลางศิลปะ ที่ตั้งของหอศิลป์ (National Gallery of Victoria) ที่ตั้งของศูนย์แสดงคอนเสิร์ต (Melberne Concert Hall) ที่มีระบบเสียงดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่งและเป็นเมืองที่นักศึกษาไทยนิยมไปศึกษาเป็นอันดับ 2
|
|
เขตนครหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory)
เป็นเขตที่ตั้งเมืองหลวงของประเทศ คือ แคนเบอร์รา เป็นศูนย์กลางการปกครองลักษณะตัวเมืองทันสมัยเพราะมีการวางผังเมืองอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ตั้งขององค์กรระดับชาติและหน่วยงานสถานทูตต่าง ๆ รวมทั้งสถานทูตไทย
|
เขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ( Northern Territory)
มีเมืองหลวงชื่อดาร์วิน (Darwin) เนื้อที่ส่วนใหญ่ของมณฑลแถบนี้จะแห้งแล้ง มีพื้นที่เกษตรกรรมเพียงร้อยละ 10 ภูมิอากาศไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แต่เป็นแหล่งผลิตไวน์อันยอดเยี่ยม
|
|
เส้นแบ่งเขตเวลา
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดกว้างใหญ่ จึงแบ่งเวลาตามเส้นแบ่งของโลกออกเป็น 3 เขตเวลาด้วยกัน คือ
- เวลาฝั่งตะวันออก (Eastern Standard Time-EST)ใช้ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐแทสเมเนีย รัฐควีนส์แลนด์ และกรุงแคนเบอร์รา เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง
- เวลาภาคกลาง (Central Standard Time-CST) ใช้ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี เวลาจะเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง
- เวลาภาคตะวันตก (Western Standard Time-WST) ใช้ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ในช่วงฤดูร้อน (ตุลาคม – มีนาคม) รัฐทางใต้ ซึ่งได้แก่ รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐวิกตอเรีย และรัฐแทสเมเนีย จะปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง
|
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จากหนังสือ “ทุนเรียนฟรี ที่เรียนต่อออสเตรเลียและนิวซีแลนด์”
|